ครั้งแรกที่ได้รู้จัก...คุณพ่อระพีบทความตีพิมพ์ในหนังสือ ๘๔ ปี ศาสตราจารย์ระพี สาคริก วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๙
“ฉันเริ่มปลูกต้นไม้ต้นแรกตั้งแต่ฉันยังจำความได้ แล้วมันไม่ตายนะ
ปลูกแล้วคอยรดน้ำ คอยใส่ปุ๋ย แล้วมันก็ออกดอกสวยด้วย
แต่มันไม่ใช่แบบที่ท่านกำลังเห็นอยู่นี่...
เพราะดอกไม้ที่ท่านเห็น บานแล้วโรยไป แต่ดอกนี้ไม่ร่วง ดอกไม้นี้คือ... ความรักในเพื่อนมนุษย์”
ศาสตราจารย์ระพี สาคริก
พ.ย. ๔๗ โรงเรียนรุ่งอรุณ
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มเรียกศาสตราจารย์ระพี สาคริก ว่า “คุณพ่อ” เหมือนบรรดาศิษย์เก่าเกษตรศาสตร์ที่มักจะเรียกกันคุ้นปาก อาจจะเป็นเพราะพักหลังมานี้ เวลามีปัญหาอะไร พวกเราชาวอาศรมศิลป์ ก็จะพากันวิ่งไปขอคำปรึกษาจากท่าน ซึ่งมักจะไม่ได้คำตอบที่ตรงกับคำถามที่เราถาม อย่างเช่น...
ถ้าถามเรื่องหลักสูตรการศึกษา ท่านจะตอบเรื่องกล้วยไม้
ถ้าถามเรื่องกล้วยไม้ ท่านจะตอบเรื่องสังคม และการเมือง
แต่ลองฟังให้ดี คุณพ่อกำลังสอนเราให้คิด ผ่านเรื่องอื่นๆ ซึ่งทำให้เราไม่จมกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่
เราจึงพาตัวเองออกจากปัญหาได้
เมื่อออกจากปัญหาเมื่อไร เมื่อนั้น “ปัญญา” จึงเกิด
บางครั้งไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ไปนั่งคุยกับท่าน ก็ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างที่ดูเหมือนยุ่งยากก็พอจะคลี่คลายลง
พอเราคลายใจแล้ว เราหันหลังกลับไปมอง ปัญหาที่เราว่ายิ่งใหญ่กว่าภูเขา...
ก็ใหญ่แค่กำปั้นนิดเดียวเอง
แต่ถ้าเรายังวนเวียนอยู่ในภูเขา เราก็จะไม่มีทางเห็นภูเขาทั้งลูกได้
และก็คงจะออกจากภูเขานั้นไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้คณะทำงานอาศรมศิลป์ เจอกับอุปสรรคปัญหาในการทำงานมากมาย
จนตั้งคำถามว่า “เรื่องดีๆ เนี่ย ทำไมทำยากจัง”
แค่จะคิด กลั่นกรอง ปรับปรุง แก้ไข ฯลฯ ออกมาจนเป็นหลักสูตรก็ว่ายากแล้ว
ยังต้องไปเจอกับกรอบแข็งๆ ของสังคมอีก
“จะเป็นวิทยาลัย ก็ไม่ใช่ เป็นสถาบันก็ไม่เชิง” ไม่เข้าพวกไหนทั้งนั้น
เพราะเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากเดิม
ซึ่งเราก็ไม่มั่นใจว่าควรจะเป็นวิทยาลัย หรือเป็นสถาบันจึงจะตรงกับข้อกำหนดของกระทรวงฯ
ก่อนยื่นส่งเอกสารขอจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ก็เลยเข้าไปขอคำปรึกษาจาก พ่อระพี ที่บ้านท่าน
คุณพ่อยิ้มรับพวกเราอย่างอ่อนโยน แววตาแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดี เป็นอย่างนี้เสมอ เมื่อเราไปพบท่าน
ท่านเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ให้พวกเราได้พึ่งพิง ทุกครั้งที่เราวนเวียนอยู่กับอุปสรรคจนเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ
วันนั้น กว่าจะไปถึงบ้านท่านก็ตกบ่ายแก่ๆ แล้ว มีเวลาพูดคุยกับท่านนิดเดียว
ท่านไม่เคยคิดว่าการพูดคุยกับพวกเราเป็นเรื่องเสียเวลา
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็เกรงใจและรีบลากลับ เพราะเห็นว่าท่านนัดแขกท่านอื่นไว้
และการพูดคุยกับท่านในวันนั้น ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ และรู้สึกว่าโชคดี ที่เรามีผู้หลักผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ
ก่อนที่ชาวอาศรมศิลป์จะกราบลาท่าน
พ่อระพี ถามว่า “ไม่ได้ไปที่โรงเรียนนานแล้วนะ พรุ่งนี้พวกเราว่างกันไหมล่ะ”
พ่อระพีอยากจะมาชวนคุณครูที่โรงเรียนคุย โดยเฉพาะครูอนุบาล
อาจารย์ประภาภัทรจึงเรียนให้ท่านทราบว่า
"ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม ไม่มีเด็กนักเรียน แต่ยังมีครูมาทำงานกันอยู่"
ทีแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไรเป็นพิเศษ ไปสะดุดที่คำพูดของคุณพ่อที่ว่า
“สอนพื้นฐาน ต้องให้ปราชญ์เป็นคนสอน...พรุ่งนี้อยากจะไปชวนปราชญ์คุยเสียหน่อย”
เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อระพีก็เดินทางมาพูดคุยกับครูที่โรงเรียน ไม่เพียงเฉพาะครูอนุบาลเท่านั้น แต่คุยกับครูทั้งโรงเรียน
แม้ว่าปีนี้ท่านจะอายุ ๘๓ ปี แล้ว แต่ท่านก็ยังให้ความเมตตาเดินทางมาจากบ้านที่ลาดพร้าว มาถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ มาคุยกับพวกเราทั้งวัน และยังบอกอีกว่าจะมาทุกเดือน
วันนั้นท่านสอนเราหลายเรื่อง และมักจะเป็นการสะกิดเตือนให้เราหันหลังกลับไปดูที่ "ใจ" ของเราเอง ไปมองสิ่งที่เรามักจะมองข้าม
เนื้อหาการพูดคุยวันนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ ครู และการเรียนการสอน
ครูเราก็เข้าใจตั้งคำถาม จึงพาให้การสนทนากับคุณพ่อระพีในวันนั้น มีประโยชน์มากทีเดียว
ครูท่านหนึ่งถามว่า “เวลาสอนเด็กแล้วไม่ได้ดั่งใจ เราจะจัดการกับตัวเองได้ยังไง ไม่ให้โกรธ ไม่ให้โมโห”
คุณพ่อยังชวนคุยถึงเรื่อง “อำนาจ” หากเรามีอำนาจเราจะเอาไปใช้อย่างไรบ้าง?
คุณพ่อบอกว่า “อำนาจไม่ได้มีไว้ใช้กับคนอื่น มีไว้ให้ใช้กับตัวเอง ใช้บังคับตัวเอง บังคับใจตัวเองให้ได้ ถ้ายังบังคับใจตัวเองไม่ได้ ก็อย่าเอาอำนาจเราไปบังคับคนอื่น”
วันนั้นฉันกลับบ้านไปพร้อมกับข้อคิดดีๆ มากมาย
สิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา ที่เราว่ามันยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วมันใหญ่เท่ากับใจเรานี่แหล่ะ
พอใจเราเห็นว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้เป็นปัญหา ความคิด ความกังวล ก็เข้าไปก่อ ไปเสริม เติมแต่งให้ปัญหาที่ว่านี้ใหญ่ขึ้นไปอีก
แต่พอเราจะแก้ปัญหา เรากลับไปแก้ที่คนอื่น พอแก้ที่คนอื่นไม่ได้ ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมาเรื่อยๆ และทับถมกันขึ้นอีกเป็นกองภูเขาลูกใหญ่ ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ลืมกลับไปมองดูที่ราก ว่าจริงๆ แล้ว อยู่ที่ใจเรานี่เอง
เหมือนที่คุณพ่อระพีบอกไว้ “ตอนนี้ที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เพราะเรามัวแต่ไปหลงประชาธิปไตยข้างนอก ไม่ได้นึกถึงประชาธิปไตยข้างใน ในใจเรา
หากเราเรียนรู้ที่จะมองดูภายในตัวเองอย่างเข้าใจ มองสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปอย่างเท่าทัน เราจะพบว่า ทุกอย่างก็มีต้นกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน ดังนั้นเราสามารถจะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นปลูกต้นไม้ พิมพ์เอกสาร ไปจนถึงบริหารประเทศ ฯลฯ อยู่ที่เราซื่อสัตย์ และเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ รู้จักพิจารณาสิ่งแวดล้อมภายนอกอย่างแท้จริง
จนวันนี้ ก็ยังไม่รู้หรอกว่า เมื่อไหร่กันที่ ฉันเรียก ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ว่า “คุณพ่อระพี”
เพียงแต่ว่าฉันรู้จักใจตัวเองมากขึ้น ซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น ทำให้ฉันมีกำลังใจทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น ด้วยความเคารพในคำสอนของคุณพ่อ
กราบเรียนคุณพ่อด้วยความเคารพรัก
มิรา ชัยมหาวงศ์
๒๔ มกราคม ๒๕๔๘