วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ครั้งแรกที่ได้รู้จัก...คุณพ่อระพี

ครั้งแรกที่ได้รู้จัก...คุณพ่อระพี
บทความตีพิมพ์ในหนังสือ ๘๔ ปี ศาสตราจารย์ระพี สาคริก วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๙


“ฉันเริ่มปลูกต้นไม้ต้นแรกตั้งแต่ฉันยังจำความได้ แล้วมันไม่ตายนะ
ปลูกแล้วคอยรดน้ำ คอยใส่ปุ๋ย แล้วมันก็ออกดอกสวยด้วย
แต่มันไม่ใช่แบบที่ท่านกำลังเห็นอยู่นี่...
เพราะดอกไม้ที่ท่านเห็น บานแล้วโรยไป แต่ดอกนี้ไม่ร่วง ดอกไม้นี้คือ... ความรักในเพื่อนมนุษย์”

ศาสตราจารย์ระพี สาคริก
พ.ย. ๔๗ โรงเรียนรุ่งอรุณ


ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มเรียกศาสตราจารย์ระพี สาคริก ว่า “คุณพ่อ” เหมือนบรรดาศิษย์เก่าเกษตรศาสตร์ที่มักจะเรียกกันคุ้นปาก อาจจะเป็นเพราะพักหลังมานี้ เวลามีปัญหาอะไร พวกเราชาวอาศรมศิลป์ ก็จะพากันวิ่งไปขอคำปรึกษาจากท่าน ซึ่งมักจะไม่ได้คำตอบที่ตรงกับคำถามที่เราถาม อย่างเช่น...

ถ้าถามเรื่องหลักสูตรการศึกษา ท่านจะตอบเรื่องกล้วยไม้
ถ้าถามเรื่องกล้วยไม้ ท่านจะตอบเรื่องสังคม และการเมือง

แต่ลองฟังให้ดี คุณพ่อกำลังสอนเราให้คิด ผ่านเรื่องอื่นๆ ซึ่งทำให้เราไม่จมกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่
เราจึงพาตัวเองออกจากปัญหาได้

เมื่อออกจากปัญหาเมื่อไร เมื่อนั้น “ปัญญา” จึงเกิด
บางครั้งไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ไปนั่งคุยกับท่าน ก็ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างที่ดูเหมือนยุ่งยากก็พอจะคลี่คลายลง
พอเราคลายใจแล้ว เราหันหลังกลับไปมอง ปัญหาที่เราว่ายิ่งใหญ่กว่าภูเขา...
ก็ใหญ่แค่กำปั้นนิดเดียวเอง
แต่ถ้าเรายังวนเวียนอยู่ในภูเขา เราก็จะไม่มีทางเห็นภูเขาทั้งลูกได้
และก็คงจะออกจากภูเขานั้นไม่ได้

เมื่อไม่นานมานี้คณะทำงานอาศรมศิลป์ เจอกับอุปสรรคปัญหาในการทำงานมากมาย
จนตั้งคำถามว่า “เรื่องดีๆ เนี่ย ทำไมทำยากจัง”
แค่จะคิด กลั่นกรอง ปรับปรุง แก้ไข ฯลฯ ออกมาจนเป็นหลักสูตรก็ว่ายากแล้ว
ยังต้องไปเจอกับกรอบแข็งๆ ของสังคมอีก
“จะเป็นวิทยาลัย ก็ไม่ใช่ เป็นสถาบันก็ไม่เชิง” ไม่เข้าพวกไหนทั้งนั้น
เพราะเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากเดิม
ซึ่งเราก็ไม่มั่นใจว่าควรจะเป็นวิทยาลัย หรือเป็นสถาบันจึงจะตรงกับข้อกำหนดของกระทรวงฯ

ก่อนยื่นส่งเอกสารขอจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ก็เลยเข้าไปขอคำปรึกษาจาก พ่อระพี ที่บ้านท่าน
คุณพ่อยิ้มรับพวกเราอย่างอ่อนโยน แววตาแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดี เป็นอย่างนี้เสมอ เมื่อเราไปพบท่าน
ท่านเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ให้พวกเราได้พึ่งพิง ทุกครั้งที่เราวนเวียนอยู่กับอุปสรรคจนเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ

วันนั้น กว่าจะไปถึงบ้านท่านก็ตกบ่ายแก่ๆ แล้ว มีเวลาพูดคุยกับท่านนิดเดียว
ท่านไม่เคยคิดว่าการพูดคุยกับพวกเราเป็นเรื่องเสียเวลา
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็เกรงใจและรีบลากลับ เพราะเห็นว่าท่านนัดแขกท่านอื่นไว้
และการพูดคุยกับท่านในวันนั้น ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ และรู้สึกว่าโชคดี ที่เรามีผู้หลักผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ

ก่อนที่ชาวอาศรมศิลป์จะกราบลาท่าน
พ่อระพี ถามว่า “ไม่ได้ไปที่โรงเรียนนานแล้วนะ พรุ่งนี้พวกเราว่างกันไหมล่ะ”
พ่อระพีอยากจะมาชวนคุณครูที่โรงเรียนคุย โดยเฉพาะครูอนุบาล
อาจารย์ประภาภัทรจึงเรียนให้ท่านทราบว่า
"ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม ไม่มีเด็กนักเรียน แต่ยังมีครูมาทำงานกันอยู่"
ทีแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไรเป็นพิเศษ ไปสะดุดที่คำพูดของคุณพ่อที่ว่า
“สอนพื้นฐาน ต้องให้ปราชญ์เป็นคนสอน...พรุ่งนี้อยากจะไปชวนปราชญ์คุยเสียหน่อย”

เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อระพีก็เดินทางมาพูดคุยกับครูที่โรงเรียน ไม่เพียงเฉพาะครูอนุบาลเท่านั้น แต่คุยกับครูทั้งโรงเรียน
แม้ว่าปีนี้ท่านจะอายุ ๘๓ ปี แล้ว แต่ท่านก็ยังให้ความเมตตาเดินทางมาจากบ้านที่ลาดพร้าว มาถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ มาคุยกับพวกเราทั้งวัน และยังบอกอีกว่าจะมาทุกเดือน

วันนั้นท่านสอนเราหลายเรื่อง และมักจะเป็นการสะกิดเตือนให้เราหันหลังกลับไปดูที่ "ใจ" ของเราเอง ไปมองสิ่งที่เรามักจะมองข้าม
เนื้อหาการพูดคุยวันนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ ครู และการเรียนการสอน
ครูเราก็เข้าใจตั้งคำถาม จึงพาให้การสนทนากับคุณพ่อระพีในวันนั้น มีประโยชน์มากทีเดียว
ครูท่านหนึ่งถามว่า “เวลาสอนเด็กแล้วไม่ได้ดั่งใจ เราจะจัดการกับตัวเองได้ยังไง ไม่ให้โกรธ ไม่ให้โมโห”

“เห็นเด็กแล้วนึกถึงตัวเอง ตอนที่ยังเป็นเด็ก เด็กก็คือ “เรา” นั่นแหล่ะ จะไปเห็นเด็กว่าเป็น “กู” ได้ยังไง เอาตัวกูของกู ออกจากเด็กซะ เห็นเด็กแล้วนึกถีงอดีตของ “เรา” แล้วเด็กจะน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย” พ่อระพีตอบ

คุณพ่อยังชวนคุยถึงเรื่อง “อำนาจ” หากเรามีอำนาจเราจะเอาไปใช้อย่างไรบ้าง?
คุณพ่อบอกว่า “อำนาจไม่ได้มีไว้ใช้กับคนอื่น มีไว้ให้ใช้กับตัวเอง ใช้บังคับตัวเอง บังคับใจตัวเองให้ได้ ถ้ายังบังคับใจตัวเองไม่ได้ ก็อย่าเอาอำนาจเราไปบังคับคนอื่น”

วันนั้นฉันกลับบ้านไปพร้อมกับข้อคิดดีๆ มากมาย

สิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา ที่เราว่ามันยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วมันใหญ่เท่ากับใจเรานี่แหล่ะ
พอใจเราเห็นว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้เป็นปัญหา ความคิด ความกังวล ก็เข้าไปก่อ ไปเสริม เติมแต่งให้ปัญหาที่ว่านี้ใหญ่ขึ้นไปอีก

แต่พอเราจะแก้ปัญหา เรากลับไปแก้ที่คนอื่น พอแก้ที่คนอื่นไม่ได้ ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมาเรื่อยๆ และทับถมกันขึ้นอีกเป็นกองภูเขาลูกใหญ่ ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ลืมกลับไปมองดูที่ราก ว่าจริงๆ แล้ว อยู่ที่ใจเรานี่เอง
เหมือนที่คุณพ่อระพีบอกไว้ “ตอนนี้ที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เพราะเรามัวแต่ไปหลงประชาธิปไตยข้างนอก ไม่ได้นึกถึงประชาธิปไตยข้างใน ในใจเรา

หากเราเรียนรู้ที่จะมองดูภายในตัวเองอย่างเข้าใจ มองสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปอย่างเท่าทัน เราจะพบว่า ทุกอย่างก็มีต้นกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน ดังนั้นเราสามารถจะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นปลูกต้นไม้ พิมพ์เอกสาร ไปจนถึงบริหารประเทศ ฯลฯ อยู่ที่เราซื่อสัตย์ และเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ รู้จักพิจารณาสิ่งแวดล้อมภายนอกอย่างแท้จริง

จนวันนี้ ก็ยังไม่รู้หรอกว่า เมื่อไหร่กันที่ ฉันเรียก ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ว่า “คุณพ่อระพี”
เพียงแต่ว่าฉันรู้จักใจตัวเองมากขึ้น ซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น ทำให้ฉันมีกำลังใจทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น ด้วยความเคารพในคำสอนของคุณพ่อ



กราบเรียนคุณพ่อด้วยความเคารพรัก
มิรา ชัยมหาวงศ์
๒๔ มกราคม ๒๕๔๘

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550

มองให้เห็น ฟังให้ได้ยิน แง่งามที่คลี่บานจากหัวใจ


โดย มิรา ชัยมหาวงศ์
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐

ช่วงชีวิตประมาณ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ทำหน้าที่ ซึ่งในชีวิตไม่เคยคิดฝันว่าจะทำ คือการเป็น “ครู” ของเด็กวัยหัวเลี้ยวหัวต่อกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะจัดการได้ยากทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เพราะเขามีช่องทางการรับรู้และเรียนรู้ที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ความแตกต่างนี้บางคนก็ระบุคำเรียกให้เขาว่าเป็น “เด็กพิเศษ”

เมื่อผู้เขียนแนะนำตัวเองว่าเป็นครูครั้งใด มักมีคนถามตามมาทันทีว่า “สอนอะไร”

“สอนคนค่ะ” เป็นประโยคที่ผู้เขียนตอบไปโดยไม่มีเจตนาที่จะยียวนใดใด หากถ้าย้อนนึกไปถึงการสอนวิชา ภาพนั้นจะไม่ชัดเท่ากับกระบวนการปลดล็อค ๒ ประการ ประการแรกคือ ปลดล็อคเด็ก ด้วยกระบวนการต่างๆ ทั้งการจัดความสัมพันธ์แบบใหม่ การจัดกิจกรรมแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อปลุกกระตุ้นเตือนให้เด็กกลุ่มนี้ “รู้สึกตัว” ในข้อที่เขาอาจลืมไปนานแล้วว่า เขาเองก็มีศักดิ์ศรีเทียบเทียมมนุษย์คนหนึ่ง มีศักยภาพ มีแง่งามที่สามารถฝึกฝนและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

ประการที่สองคือ ปลดล็อคตัวเอง โดยย้อนกลับมาตั้งต้นที่ “การยอมรับและเชื่อมั่นด้วยหัวใจ” ว่าเด็กก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ตัวเราจึงต้องหัดที่จะรับฟังและเรียนรู้จากเด็กแต่ละคน เพราะการเรียนรู้จะเกิดได้นั้นก็ต่อเมื่อ บุคคลนำเอาความคิด ความสามารถที่แท้ในตนเองออกมา การศึกษาจึงควรทำหน้าที่ เปิดเผยศักยภาพเด็ก แล้วนำทางให้เขารู้จักดึงศักยภาพของตนเองขึ้นมาใช้ ไม่ใช่ป้อนเอาความรู้ใส่ปากเขาแล้วคาดหวังว่าความรู้นั้นอาจจะทำให้เขาพึ่งพิงตนเองได้
สองเหตุผลข้างต้นจึงประกอบกันเป็นความเชื่อ เป็นทัศนคติเบื้องต้น ที่ตัวครูต้องย้อนกลับมาตั้งหลักที่ใจ ก่อนที่จะเริ่มลงไปปรับที่แผนและกระบวนการสอน การสร้างพื้นที่ความไว้วางใจระหว่างครูและศิษย์ การลดช่องว่างและปลดระวางเงื่อนไขที่สังคมสร้างขึ้นเป็นพันธนาการทางความคิดยึดติดว่า “เด็กเป็นผู้ไม่รู้ และครูเป็นผู้รู้มากกว่า” วิธีการในช่วงเริ่มต้นนี้ คือครูต้องใช้สติคอยกำกับ หมั่นตรวจสอบตัวเองว่า เรา “ยอมรับ” “วางใจ” “เปิดโอกาส” “เปิดพื้นที่” “รอคอย” “มองให้เห็น และฟังให้ได้ยิน” แง่งามในตัวลูกศิษย์ที่มีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติของแต่ละคนแล้วหรือยัง

โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มที่ถูกสังคมให้คำจำกัดความไว้ดังข้างต้น เด็กกลุ่มนี้ถูกระบุปัญหาและ “ถูกแก้ไข” ด้วยวิธีการมากมายจนแทบหมดสิ้นความไว้วางใจในความเป็นมนุษย์ของตัวเอง กล่าวโทษตัวเองว่าเป็น “ตัวปัญหา” “เป็นภาระ” ของครู ของพ่อแม่ “เป็นตัวป่วน” ของเพื่อนๆ พฤติกรรมของเขาจึงขึ้นอยู่กับอาการและท่าทีจากคนรอบข้างซึ่งเป็นเหมือนคำสั่งที่คอยตัดสินและชี้ระบุความเป็นตัวเขาเอาไว้เสร็จสรรพ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะขีดกรอบจำกัดความสามารถของตน ปลีกตัวเองออกจากคนอื่นตามวิธีการของเขาบางคนก็เพียงนอนรอคนอื่นมาช่วยแก้ปัญหา ด้วยเหตุเพราะเขาถูกกดทับด้วย “ความทุกข์” อันเกิดจากการถูกสังคมตัดสินตีตราประทับเขาเอาไว้ ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่เพิ่มเติมขึ้นมาของครูสำหรับเด็กกลุ่มนี้ อาจไม่ใช่แค่การปรับวิธีการสอนเนื้อหา แต่สิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องหลักคือการช่วยให้เขาระบายและปลดทุกข์ที่กดทับเขาไว้ออกจากใจเสียก่อน จากนั้นกระบวนการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของมนุษย์ก็จะดำเนินไปได้เอง

เด็กเป็นกระจกสะท้อนผู้ใหญ่ ตัวเราเองไม่ได้ต่างจากเขาเท่าใดนัก ทุกวันนี้เราพยายามระบุว่า เราคือใคร มีลักษณะนิสัยอย่างไร ทำอาชีพอะไร เป็นพวกไหน กลุ่มไหน สมาคมไหน และมักจะล้อมกรอบตัวเองด้วยคำจำกัดความว่าเป็น “ตัวฉัน” ดังนั้น ตัวฉันจึงพอใจที่จะรับรู้และเรียนรู้ในบางเรื่อง และตัวฉันก็จะปฏิเสธในการทำความเข้าใจ และพยายามทำบางเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ใกล้เคียงความเป็นตัวฉัน ดูแล้วตัวฉันจึงไม่น่าจะทำได้ เพราะเหตุนี้เอง ทุกวันนี้จึงไม่ค่อยเห็นผู้พิพากษาที่เผยรอยยิ้มในศาลและแม้กระทั่งนอกศาล ไม่ค่อยเห็นหมอลุกขึ้นมาวาดสีน้ำหรือปั้นดินทำงานศิลปะ ไม่ค่อยเห็นศิลปินเข้ามาแตะต้องงานด้านวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด เราไม่ค่อยเห็นใครคนใด บทบาทหน้าที่ อาชีพใดในสังคมที่จะ “มองให้เห็น ฟังให้ได้ยิน” แง่มุมที่ดีของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มักไปเพ่งข้อผิดพลาด และใช้ความพยายามมากเหลือเกินในการถกเถียงกันเพื่อหาทางแก้ปัญหานั้น เช่นเดียวกับ การศึกษา ที่พยายามแก้ปัญหาเรื่องคน ด้วยการแก้ที่การสอนและการให้เด็กฝึกฝนทักษะ แต่ไม่ค่อยมีวิธีไหนบอกให้ครูทำหน้าที่สังเกตอย่างละเอียด เงี่ยหูฟัง ความดี ความสามารถที่มีอยู่ในตัวเด็กแต่ละคน เพื่อให้เขานำจุดนั้นออกมาเป็นที่พึ่งของตนเองได้

หลายครั้ง ผู้เขียนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กนักเรียน บางทีในเวลาที่เขาเผลอไผล ไม่ตั้งท่า เขาจะหลุดออกจากกรอบคำบอกกล่าวของสังคมที่ชี้ระบุเขาอย่างไม่ตั้งใจ แล้วมักจะแอบเผยอะไรบางอย่างออกมาให้เห็น หลายครั้งหากเราได้จังหวะบอกกล่าวข้อดีที่สังเกตเห็น แม้เขาอาจทำท่าเหมือนปฏิเสธ แต่ความรู้สึกภาคภูมิใจต่อตนเองจะเปล่งประกายสดใสในแววอย่างตาเห็นได้ชัด ครูคนใดได้สัมผัสกับห้วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะรู้สึกเหมือนมีปฏิกิริยาเคมีบางอย่างที่เข้ามาเชื่อมหัวใจครูกับลูกศิษย์เอาไว้ด้วยกัน ครูเองก็พลอยหัวใจพองโตแทบทุกครั้งเมื่อสังเกตเห็นการเติบโตของศิษย์แม้เพียงเล็กน้อย และพลอยอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อย้อนนึกถึงช่วงเวลาแรกผลิของเด็กแต่ละคน

ผู้เขียนจำคำพูดหนึ่งประทับอยู่ในใจอย่างแม่นยำ ของเด็กคนหนึ่งที่ใครๆ ก็ส่ายหน้าหนีเพราะว่าเขาเป็นเด็กเกเรและก้าวร้าวที่สุดในโรงเรียน เขาถามผู้เขียนว่า “ครูรำคาญผมไหม?” ผู้เขียนตอบไปอย่างไม่ได้คิดว่าไม่รู้สึกรำคาญอะไร เขาเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ เอามือเกาะแขน ท่าทางเขาตอนนั้น จากใครที่ว่าเป็นลูกเสือก็ดูเหมือนลูกแมว แววตาของเขาอ่อนโยน มองตาครูแล้วบอกว่า “ผมดีใจที่ครูคุยกับผมรู้เรื่อง ไม่หาว่าผมบ้า พูดจาไร้สาระ ขอบคุณที่ครูไม่ทิ้งผม ยังเห็นว่าผมเป็นคนอยู่ ผมกลัวมาก กลัวว่าครูจะทิ้งผม ไม่เอาผมแล้ว ผมไม่ได้อยากเป็นภาระใคร ผมรู้สึกไม่ดีที่ต้องให้ใครมาทำอะไรเพื่อผม แต่จริงๆ แล้ว การที่ได้รู้ว่าครูทำงานหนักเพื่อพวกผม ผมดีใจมาก”

อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู เคยเล่าถึงการทดลองหนึ่งของฟรานซิสโก เวเรลา นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ที่ได้ทดลองผูกหลังแมวแรกเกิดสองตัวไว้ด้วยกันเพียงสามวัน จะมีแมวตัวหนึ่งแบกอีกตัวหนึ่งไว้บนหลัง เมื่อแมวเริ่มลืมตา ตัวที่อยู่กับผืนดินก็จะพาแมวตัวบนหลังไปทำกิจกรรมตามปกติ แมวตัวที่อยู่บนหลังก็ได้รับการดูแลเรื่องอาหารเหมือนตัวอื่นๆ แต่เมื่อสามวันให้หลัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แมวตัวที่อยู่ข้างบนตาบอดตาใส หรือพิการทางสายตาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวิธีการตามธรรมชาติที่หากอวัยวะใดไม่ถูกใช้งาน อวัยวะนั้นก็จะถูกลดบทบาทลง จนในที่สุดก็ใช้การไม่ได้
การที่เราจะฝึกฝนตนเองหรือจะสอนลูกศิษย์ให้งอกงามและเติบโตขึ้น อาจเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมอง ออกจากความเคยชินกับการเพ่งเล็งข้อบกพร่อง แล้วพยายามหาทางแก้ ซึ่งบ่อยครั้งวิธีการแก้นั้นก็ย้อนกลับกลายมาสร้างปัญหาเพิ่มอีกไม่รู้จบ เราอาจเลือกอีกทางหนึ่งซึ่งก็แค่เพียง เปิดตา เปิดใจ รับรู้และหมั่นดึงเอาธรรมชาติด้านดีออกมาใช้ให้เป็น แล้วด้านดีนั้นจะค่อยๆมาแทนข้อเสียไปเอง ดีกว่าปล่อยทิ้งความดีที่นอนรออยู่ในตัวให้บอดใบ้ไปตามวิธีการแห่งธรรมชาติ เหมือนกับตาของลูกแมวที่ถูกผูกติดอยู่บนหลังตัวนั้น

เมื่อเริ่มทักทาย...

สังเกตเห็นความรู้สึกแปลกเมื่อต้องเริ่มทักทายใครก่อน

ยิ่งเราโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ความรู้สึกแปลกๆ นี้กลับยิ่งมากขึ้น

เป็นเรื่องน่าประหลาด...

เพราะในเรื่องอื่นๆ หากเรายิ่งโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ผ่านการกระทำนั้นบ่อยขึ้น เราน่าจะยิ่งคุ้นเคยและทำมันได้อย่างไม่ขัดเขิน ความรู้สึกอึดอัดน่าจะยิ่งลดลง แต่เมื่อต้องเริ่มทำความรู้จักและทักทายกับคนหน้าตาใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ความรู้สึกแบบเดิมก็จะตีคู่กลับมาทุกทีไป

ครั้งนี้ก็เช่นกัน การแนะนำตัวตามปกติธรรมดาดูจะเป็นเรื่องยากลำบาก

และยิ่งยากมากขึ้นไปอีกกับช่องทางการสื่อสารแบบใหม่ที่จะมีใครที่เราอาจไม่รู้จักมักคุ้นเข้ามาสื่อสารกับเราบนเทคโนโลยีไร้พรมแดน ซึ่งก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องแนะนำตัว

...............................................................
ปัจจุบันนี้มีงานที่รักคือการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ
และกลับไปเริ่มบทบาทของนักเรียนใหม่ของหลักสูตรปริญญาโทที่อาศรมศิลป์

กำลังพยายามฝึกตัวเองให้เป็นที่พึ่งพิงที่ดีของลูกศิษย์ เป็นครูที่เอาความรักมานำความรู้
คงยังเป็นลูกสาวคนเดิมของพ่อกับแม่แต่พยายามทำหน้าที่ในทางกลับกันกับครั้งวัยเด็ก

เป็นพี่ของน้องสาวอีกสองคน และแมวอีก ๔ ตัว

เป็นเพื่อนและสมาชิกของกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย (และพยายามอย่างยิ่งที่จะไปพบปะอย่างสม่ำเสมอ)

เป็นผู้ที่พยายามแสวงหาความธรรมดาและความเป็นปกติสุข และรักษาสมดุลของชีวิตตนเอง
...........................................................

บทบาทเล็กๆ ซึ่งมีเรื่องราวซ่อนอยู่มากมายที่ในแต่ละวันของการเดินทาง ทุกวันมีเรื่องให้คิดใคร่ครวญเรียนรู้ใหม่ทุกวัน บางครั้งก็อัดแน่นในหัว จนถ่ายทอดเอาออกมาไม่ได้ ก็เลยเริ่มต้นที่จะเขียน เขียน และเขียน

เชื่อว่าการเขียนคือการเรียนรู้ทางตรงที่สุด เพราะเป็นนำเอาการเรียนรู้จากภายนอกผ่านเข้ามาสู่ตัวเรา เชื่อมโยง หยั่งลึก คัดกรอง ขัดเกลา ประมวลใหม่ แล้วค้นหาวิธีการถ่ายทอดนำออกมาเป็นการเรียนรู้ใหม่ของตัวเอง ตามความหมายของคำว่า "Educate" ในภาษาละติน ซึ่งแปลว่า "นำออกมา" และการเรียนรู้นั้นควรจะ "ทันกาล" "สด" "ใหม่" เสมอ

ความสด ใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ดำรงสภาวะความรู้เอาไว้ให้อยู่ยงได้

ที่มาของการเขียน Blog นี้ก็คงเช่นเดียวกัน เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำเรื่องราวทั้งหมดในหัวออกมา เป็นการเรียนรู้ของตัวเอง และหวังใจว่าอาจมีเรื่องสะกิดคันให้คนที่เข้ามาอ่าน อยากจะ "นำอะไรของตัวเองออกมา" เพื่อแบ่งปันและนำไปเปิดพื้นที่การเรียนรู้ของตนเองให้ต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นข่ายใยของการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่กำลังรอเวลาเบ่งบาน และงอกงามออกมาจากตัวบุคคลแต่ละคน แต่ละคน


ด้วยไมตรีจิตของการทักทาย