วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เมื่อศิษย์พร้อม ก็เห็นครู

โดย มิรา ชัยมหาวงศ์
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เมื่อ ๒ เดือนก่อน ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แสวงหาการเรียนรู้ใหม่ให้กับตัวเอง บางคนให้คำนิยามถึงการเดินทางในช่วงวัยนี้ว่าเป็น “การเดินทางเพื่อแสวงหาครู” จำได้ว่าในช่วงนั้นรู้สึกถึงเสียงภายในที่คอยบอกให้รีบเร่งตัดสินใจ คำท้วงติงหรือความห่วงใยจากใครก็ไม่เป็นผล ชีวิตในช่วงนั้นเหมือนทุกอย่างเคลื่อนที่ไปอย่างร้อนแรงและรวดเร็วความรวดเร็วนัยหนึ่งก็มาจากการพุ่งหรือมุ่งไปข้างหน้า ให้ตรงเป้าที่เราหมายเอาไว้ ซึ่งก็มักจะทำให้มองอะไรไม่ชัด เหมือนคนมีตา แต่มองไม่เห็น มีหู แต่ก็ฟังไม่ได้ยินอะไรที่อยู่ตรงหน้า แต่ติดกับความคิดของตัวเอง เป็นภาวะ “I in me” ที่ได้ยินแต่เสียงของตัวเองเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาของผู้เขียน การเคลื่อนย้ายตัวเองเพียงเฉพาะทางกายภาพออกจากองค์กรหรือออกจากสถานที่เดิม ก็อาจเป็นเพราะตัวผู้เขียนเองสร้างภาพความนึกคิดเอาเองว่า ทำงานมานาน อยู่ในองค์กรมานาน รู้ทุกอย่างหมดแล้ว ดำรงอยู่ในความรู้แล้วที่ทำให้ตัวเองไม่เรียนรู้อีกต่อไป จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ย้ายที่อยู่ เพื่อแสวงหาสิ่งใหม่ อันที่จริงในช่วงแรก ทุกอย่างก็ดูตื่นเต้น แต่สักพักความตื่นเต้นนั้นก็หายไป กลับมาวกวน วนเวียนกับรู้สึกแบบเดิมอีก ต่อให้เดินทางไกลไปอีกแค่ไหนการเรียนรู้ก็ไม่เกิด แสวงหาครูก็ไม่เจอ เพราะยังใช้ชีวิตอยู่ในแบบแผนเดิม อยู่ใน “ความรู้แล้ว”การเปลี่ยนแปลงทางภายนอกที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านภายใน และอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยังอยู่บนจิตที่หลับใหล เพราะการเปลี่ยนผ่านจากความหลับใหลไปสู่การตื่นรู้นั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่ยากที่สุดของมนุษย์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอีกความหมายหนึ่งคือการวิวัฒนาไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้น ที่ต้องอาศัยศรัทธาที่มั่นคง มุ่งมั่นฝึกฝนตนเองให้ก้าวล่วงออกจากมายาคติที่สร้างภาพความคิดให้ตัวเองติดข้องกับความเคยชินเดิมของตัวเองอย่างแท้จริง เป็นการออกจากกรอบวิธีคิดเดิมๆ ที่สร้างมุมมองหรือสายตาที่มองโลกแบบเดิมให้กับเราอย่างสิ้นเชิง โดยการออกจากอคติของตัวเองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกัลยาณมิตรเป็นผู้นำทางในการเรียนรู้ หัวใจสำคัญประการหนึ่งคือ ความสัมพันธ์ฉันท์ครูศิษย์ หรือความเป็นกัลยาณมิตร ที่ต้องอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องเหนี่ยวนำ ความสัมพันธ์เช่นนี้ลึกซึ้งกว่าเพียงการสอน หรือให้ความรู้ที่เป็นก้อนๆ ส่งผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเปิดออกซึ่งการเติบโตของบุคคลหนึ่งให้สามารถพึ่งพาสติปัญญาของตนเอง สามารถสร้างการเรียนรู้ใหม่ที่เป็นการเดินทางของตัวเองได้ การเรียนรู้เช่นนี้ต้องอาศัยสายสัมพันธ์ใกล้ชิด ความศรัทธาที่ศิษย์มีต่อครู และที่สำคัญที่สุดและคนมักจะมองข้าม คือ “ความเชื่อมั่นศรัทธาของครูต่อศิษย์” ที่จะหล่อเลี้ยงให้ศิษย์เข้าถึงคุณค่าแท้ที่มีอยู่ในตัวเองการค้นพบหรือการแสวงหาครูที่เป็นกัลยาณมิตรของตนให้พบนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้หากแต่การแสวงหาครูนั้นมิใช่ครูทางกายภาพเท่านั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ว่า “ทุกวันนี้ ความรู้มีอยู่มากมาย แต่การเรียนรู้มีอยู่น้อย” นัยหนึ่งก็คือ มีความรู้มากมายและใกล้แค่เอื้อมขนาดไหน หากเราไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ไม่ตื่นจากมุมมองเดิมๆ ที่เคยชิน ก็มองเห็นความรู้นั้นไม่ได้ เช่นเดียวกับการแสวงหาครู ถ้าตัวเราคิดมุ่งแสวงหาครูที่เป็นรูปวัตถุ ติดอยู่กับการคิดที่พยายามเลือกตามใจเราต้องการ แม้มีปราชญ์ผู้รู้ มีครูผู้สอน มีเรื่องราว มีองค์ความรู้มากมาย ให้เราได้เรียนอยู่ทุกวี่วัน แต่ใจของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลง ติดข้องอยู่กับมุมมองเดิมๆ สิ่งที่เรารับรู้ก็จะมีแต่ความหมายซ้ำเดิม และจะสัมผัสถึงครูที่แท้ไม่ได้แต่เมื่อเรานิ่งลง ช้าลง สัมผัสสิ่งต่างๆ อย่างละเอียดขึ้น เราก็จะพบกับการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวเอง พบเห็นครูที่มีอยู่มากมาย พบกับครูที่เป็นบุคคล หรือครูที่ยิ่งใหญ่ คือธรรมชาติ ก็อาจกลายเป็นครูที่ทำให้ตาของเราเปิดสว่างสุกใสขึ้น หากใจของเราเปิดออกจากอคติ เมื่อตัวของเราพร้อมอย่างแท้จริง ตาของเราก็จะเปิดมองเห็นครูเมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนย้อนทบทวนเส้นทางการเรียนรู้ที่ผ่านมา เส้นทางการเสาะแสวงหาครูผู้ชี้ทาง แต่จะมีครูท่านหนึ่งที่ให้เวลา ให้ความเมตตาดูแลอย่างใกล้ชิด คือ รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม ครูที่ผู้เขียนเคารพนับถือเป็น “ครูต้น” เป็นต้นธารผู้เบิกเส้นทางกระบวนการเรียนรู้เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะระลึกถึง คือตอนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผู้เขียนได้ยินเสียงคำสอนที่อาจารย์มักจะบอกกล่าว ซึ่งเป็นสตินำพาให้ผู้เขียนรอดพ้นจากวิกฤติ และหลังจากนั้นก็ได้นำมาเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์เพียงบอกว่า “เสียงที่ได้ยินเป็นสติของตัวเอง แต่มาในรูปของอาจารย์เท่านั้น” แล้วอาจารย์ก็ยิ้มเล็กน้อยเป็นนัยให้คิด อาจารย์มักบอกกล่าวเช่นนี้เสมอ เพื่อชี้ให้เราได้เห็นและรู้จักพึ่งพากระบวนการเรียนรู้ที่เป็นเครื่องมือที่วิเศษที่สุดของตัวเอง อาจารย์มักจะให้คุณค่ากับการเรียนรู้ สิ่งที่อาจารย์สอนนั้นชักนำให้ผู้เขียนเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน ผันชีวิตตนเองมาทำประโยชน์ให้ผู้อื่น หยั่งถึงคุณค่า รู้จักที่จะพึ่งพาและพึ่งพิงปัญญาที่พึงมีของตนเอง หวนกลับมาเชื่อมั่นศรัทธาให้กระบวนการเรียนรู้ของตัวเองอีกครั้งแม้ในช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนจะยังยึดถือแต่ความคิดตัวเอง พยายามเสาะแสวงหาครู แสวงหาการเรียนรู้นอกตัว และปฏิเสธที่จะมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ใกล้ เมื่อมาถึงในยามนี้ ที่ตัวผู้เขียนไม่ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดอาจารย์ แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะซาบซึ้งถึงสิ่งที่อาจารย์ได้มอบให้ อาจารย์ไม่ได้ให้องค์ความรู้ที่เป็นกลุ่มก้อนเท่านั้น แต่ได้มอบสิ่งสำคัญที่สุด คือเปิดดวงตาของผู้เขียนออกจากความหลับใหล และเปิดดวงใจที่จะเรียนรู้และนำเรื่องราวต่างๆ น้อมเข้ามาสู่ใจ มาเป็นครูของตัวเองได้ แม้ว่าการเดินทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคเช่นไร แต่ผู้เขียนได้ระลึกรู้คุณที่ครูได้เปิดทางให้ ได้มองเห็นแล้วซึ่งครูที่แท้ทั้งภายนอกและภายในสิ่งดีๆ อยู่ใกล้เพียงเรือนใจของเราเอง ...

เห็นอะไร เรียนรู้อะไร

โดย มิรา ชัยมหาวงศ์
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๑


อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู เคยบอกไว้ว่า “คำถามที่เป็นจุดสุดยอดของการนำพาผู้คนให้เรียนรู้มีอยู่สองคำถามคือ ‘เห็นอะไร’ และ ‘เรียนรู้อะไร’ ” สองคำถามนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความเข้าใจถึงแก่นเนื้อความของแต่ละคน โดยเฉพาะหากนั่งล้อมวงพูดคุยกันหลังจากเรียนรู้ในประเด็นหนึ่งๆ ร่วมกัน มุมมองที่แตกต่างจะสะท้อนภาพเครื่องมือทางการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เพราะในเรื่องราวเดียวกัน เหตุใดบางคนจึง “เห็นในสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น” แต่บางคนก็มองเห็นข้อมูลเหมือนกัน แต่กลับนำข้อมูลนั้นมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย “เห็นอะไร” “เห็นอะไร” คงหมายถึง การมีสายตาในการมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ หรือข้อมูล ผู้เขียนนึกถึงคำว่า “Literacy” ซึ่งในที่นี้น่าจะเป็น Information Literacy คือ เราอ่านข้อมูลนั้นออกมากน้อยแค่ไหน เราสามารถเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลนั้นได้มากแค่ไหน หากเปรียบเป็นภาษา Literacy อาจหมายถึงการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งแม้ภาษาเป็นเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจสัญลักษณ์ แต่หากเราไม่เข้าใจภาษาเพียงพอ ทั้งในแง่ของหลักภาษาและความหมายของคำ ก็อาจตีความผิด เข้าใจความนั้นๆ ผิด หรือมองข้ามข้อมูลสำคัญบางประการไปได้ ในการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) มีการระบุถึงคุณภาพของการฟังไว้ ๓ ระดับ ระดับแรกคือการฟังที่ได้ยินเพียงถ้อยคำ ระดับที่สองคือการฟังให้ได้ยินอารมณ์ ความรู้สึกของผู้พูด และระดับที่สามซึ่งเป็นการฟังที่ลึกที่สุดคือ การฟังให้ได้ยินเจตนาของผู้พูด ในการเรียนรู้ที่คนกับคนเชื่อมต่อกันนั้น สิ่งที่เป็นเครื่องมือ คงไม่จำกัดอยู่เพียงเฉพาะภาษา คนผู้ซึ่งมีชีวิตจิตใจ มีกายภาพที่เป็นรูปธรรมภายนอกของอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมภายในนั้น หากเราจำกัดการสื่อสารไว้เพียงภาษา ก็เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เข้าต้องการสื่อ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูด ในการสื่อสารกับ “คน” อาจหมายถึง การมองเห็นที่มากไปกว่าและลึกไปกว่าถ้อยคำ หรืออาจหมายถึงการทะลุข้อจำกัดทางภาษา เพราะภาษาของคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงภาษาพูด หากรวมไปถึงภาษาท่าทาง ภาษาแบบแผนพลังงาน (Energy Connection) ฯลฯ ผู้เขียนเคยทำงานกับกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้มีโอกาสได้สังเกตอย่างชัดเจนว่า เด็กที่มีข้อจำกัดทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ไม่ได้หมายความว่า เขาสื่อสารไม่ได้ และไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจเด็กๆ กลุ่มนี้ไม่ได้ หากเราต้องพยายามฟังเขาอย่างลึกซึ้ง ฟังไปให้ทะลุกรอบความเคยชินของตัวเราเองที่จำกัดตัวเองไว้เพียงความเข้าใจแค่ชุดภาษา ถ้ามองในมุมกลับ คนที่มีข้อจำกัดด้านการรับรู้ด้านการฟังอาจเป็นตัวเราเองก็เป็นได้ หากเราเดินออกจากข้อจำกัดด้านการรับรู้ การฟัง และ “การมองเห็น” คำถามที่ว่า “เห็นอะไร?” ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นนอกจากการมองเห็นภายนอกแล้ว เรายังจำเป็นต้องมองเห็นภายใน “เราฟัง” “เราเห็น” ด้วยทัศนคติแบบไหน หรือตัวตนแบบใด เพราะบ่อยครั้งคนเรามักมองเห็นด้วยอคติ คือ รัก ชอบ ชัง เฉย ซึ่งบ่อยครั้งที่อคตินี่เองที่มาเป็นข้อจำกัดทางการเรียนรู้ และทำให้ข้อมูลผิดพลาด ในคำถามแรก “เห็นอะไร” อาจหมายถึงดวงตาที่เปิดออก จิตใจที่เบิกบานและตื่นขึ้นจากความมืดบอดวนเวียนอยู่ในตัวเอง“เรียนรู้อะไร” เพียงคำถามแรกก็มีนัยยะเชิงขยายมากมาย แต่ “เรียนรู้อะไร” ก็ยิ่งมีความซับซ้อนไม่แพ้ “เห็นอะไร” และก็อาจทำให้เริ่มหยุดตั้งคำถามต่อไปแล้วว่า ทำไมสองคำถามนี้จึงเป็นคำถามที่เป็นจุดสุดยอดของกระบวนกรการเรียนรู้อะไร นัยยะแรกคือ การดาวน์โหลด (download) หรือคัดลอกข้อมูลมาบรรจุไว้ในแผ่นดิสก์ หรือในสมองของเรา หรืออาจไม่ได้บรรจุเลยเพราะดาวน์โหลดมาแล้วไม่ได้เปิดอ่าน ข้อมูลที่ได้มาก็แช่อย่างไร้ความหมายอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ นำไปใช้การใช้งานให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ แต่อันที่จริงแล้วก็สรุปไม่ได้เหมือนกันว่า การดาวน์โหลดข้อมูลเป็นเรื่องไม่ดี เพราะบางครั้งก็อาจกลายเป็น “ทุนสะสม” ของเราได้อีกเช่นกัน หากเรารู้จักแยกประเภทและจัดเก็บข้อมูลนั้นเตรียมไว้ใช้ยามจำเป็นได้ นัยยะที่สองที่เป็นส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งของการเรียนรู้ คือการรับข้อมูลใหม่มาผสมผสานปนเปกันกับความรู้เดิมที่อยู่ในตัวเราเป็นเกลียวพลวัต (Spiral Dynamic) ผู้ซึ่งกำลังเรียนรู้เรื่องใหม่ที่รับมานั้นต้องมีทักษะสำคัญประการหนึ่งคือ “ความกล้า” กล้าที่จะเล่นกับความรู้นำความรู้ที่คนอื่นคิดมาแล้ว ไปคิดต่อ นำมาปรับแก้ไขต่อยอดตามความเข้าใจของเรา โดยก้าวพ้นจากพันธนาการเรื่องความผิดถูก ตัวอย่างบุคคลที่ชัดเจนท่านหนึ่ง คือ อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ซึ่งมักจะสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาให้รู้จัก ศิลปะของการ “มั่ว” ให้มีความกล้าออกจากความกลัวผิดถูก ซึ่งก็มักจะทำให้ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ องค์ความรู้ใหม่ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ เป็นวิธีการที่นำความรู้จากศาสตร์สาขาต่างๆ มาคิดเชื่อมโยงต่อกันในหลายระนาบ เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุ หากแต่เป็นธาตุวัตถุทางปัญญาความสามารถในการเปลี่ยนผ่านและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการเรียนรู้นี้มีลักษณะเป็น “Transcend & Include” หรือ “ก้าวพ้นแต่ปนอยู่” คือ ความรู้เดิมน่าจะเป็นตัวดีดให้เราก้าวพ้นความเคยชิน ความกลัวอันเป็นข้อจำกัด และก้าวเข้าสู่การเรียนรู้ใหม่อย่างมีเรื่องราวที่ผสมปนเปกันพอเอาสองคำถามนี้มาเรียงต่อกัน จึงกลายเป็นคำถามที่ทรงพลัง “เห็นอะไร” จึงต้องเป็นการมองเห็นในเชิงที่ลึกซึ้ง คือทั้งละเอียดและเห็นพ้นไปจากสิ่งที่ตาสังเกตเห็น และที่สำคัญคือ เราสามารถหรือมีความสามารถเพียงพอที่จะแยกแยะความจริงกับอคติที่เกิดขึ้นจากใจตนเองได้หรือไม่ “เรียนรู้อะไร” ก็คือเราเรียนรู้แบบไหน ได้นำความรู้เข้ามาผสมผสานเป็นเนื้อเป็นตัวเราหรือยัง หรือเพียงมีความรู้อยู่แต่ใช้การใช้งานไม่ได้ (To be or to have)เห็นได้ชัดว่า สองคำถามนี้ เป็นคำถามที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงคำตอบภายนอก แต่เป็นคำถามที่กระตุกให้ผู้ถูกถามย้อนกลับมาถามกระบวนการเรียนรู้ของตนเองภายในอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551

คำประกาศแห่งการพึ่งพา : ยอมจำนนต่อธรรมชาติอย่างไร้เงื่อนไข

... ฝีเท้าของผู้เขียนย่ำเข้าสู่ความสงัดของป่าต้นน้ำ ที่หมู่บ้านหินลาดใน อ.เวียงปักเป้า จ.เชียงราย พร้อมกับคณะนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรการศึกษาองค์รวม (Holistic Education) รุ่นที่ ๑ ของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยมีอาจารย์ณัฐฬส วังวิญญู เป็นผู้นำให้เราปลดวางสัมภาระ ปลีกตัวออกห่างจากความจำเจในหน้าที่การงานและความคิดเชิงตรรกะทางสังคม เข้าสู่การเรียนรู้ที่นัยทางหนึ่งนั้นเป็นการแสวงหาปรีชาญาณจากธรรมชาติ (Nature Acquisition) เชื้อเชิญแต่ละคนก้าวสู่พรมแดนที่ท้าทายตัวตนที่เปราะบางให้ทำหน้าที่สะท้อนภาพพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ด้วยการอดอาหารเป็นเวลา ๑ วัน และแยกย้ายออกไปเดียวดายกลางป่าเป็นเวลา ๑ คืน การเดินทางครั้งนั้นเป็นการเดินเข้าป่าในเชิงกายภาพ แต่อันที่จริง แต่ละคนกำลังเดินกลับสู่บ้านหลังใหญ่ มาตุภูมิแห่งขุนเขาที่นำพาเราหยั่งถึงธรรมชาติที่แท้ภายในตน
คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนตั้งขึ้นถามตัวเองในระยะนี้คือ ที่หมายของความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากประสบการณ์และการแสวงหาทางจิตวิญญาณ จะนำพาให้ผู้เขียนก้าวไปสู่ปัญญาที่สร้างให้เกิดความเข้าใจต่อความเป็นไปของสรรพสิ่งด้วยใจที่เคารพ หรือนำไปสู่การสะสมองค์ความรู้ในเชิงปริมาณ ที่ก่อร่างสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พิพากษาตัดสินผู้อื่น ดูเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนในระยะนี้ และจากการเฝ้าสังเกตการเรียนรู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากแวดวงการศึกษา ก็ยิ่งเห็นว่าคนเราเรียนรู้มากขึ้น แต่กลับเป็นไปเพื่อบ่มเพาะจุดยืนทางความคิดอันเป็นที่มาของการเจริญอัตตาตัวตนที่แข็งกร้าว หลงผิดคิดว่า ความรู้จะทำให้มนุษย์พึ่งพาตนเองอย่างโดดเดี่ยวได้ในโลกนี้
รหัสนัยที่ธรรมชาติชี้ให้ผู้เขียนย้อนกลับไปมองเห็นตัวตนที่ชัดเจน คือการทึกทักเอาเองว่าสามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่ธรรมชาติก็มอบความจริงผ่านภาพในกระจกที่สะท้อนให้ผู้เขียนย้อนมองตัวเอง คือ ช่วงก่อนที่จะเดินทาง ผู้เขียนตั้งใจเอาไว้ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนน้อยที่สุด รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด บริโภคอาหารและทรัพยากรให้น้อยที่สุด พึ่งพาให้น้อยที่สุด ซึ่งในทางหนึ่งก็เป็นไปเพื่อการฝึกละวางความต้องการ แต่ในอีกฟากของความสุดโต่งที่หากขาดสติ สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำกล่าวที่ว่า “ฉันจะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดนั้น” ก็คือ “ฉันแน่ ฉันเก่ง ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร ดังนั้น ไม่มีใครหรือ อะไรที่จำเป็นสำหรับฉัน ฉันดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง” เป็นเป้าหมายที่คับแคบเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะอัตตาตัวตนให้แข็งแกร่งขึ้น
ในช่วงการทำงานในชีวิตประจำวันกับผู้คนที่คุ้นเคย เราอาจมองเห็นภาพตัวเองไม่ชัด แม้จะมีพฤติกรรมทางใจเป็นสัญญาณบางอย่าง เช่น ความหงุดหงิดรำคาญ ความไม่พอใจ ที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แต่การอยู่ในโลกที่มนุษย์สมมติสร้างขึ้นด้วยคำอธิบายและนิยามความคิดแต่เพียงมนุษย์นั้น ไม่ทำให้ตาของเราเปิดมองเห็นความจริงได้ แต่เมื่อเราต้องอยู่ในสภาพที่เปราะบาง การเดินทางไกล การอดอาหาร และการอยู่กับความกลัวเพียงลำพัง ทำให้เราเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า มนุษย์ก็ยังพึ่งพาอยู่นั่นเอง
ผู้เขียนพยายามเดินหาสถานที่ที่จะใช้กางเต็นท์ที่พักระหว่างการอดอาหารวันที่สอง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเข้าสู่จุดที่อ่อนแอที่สุด เนื่องจากกำลังปรับสภาพ ผู้เขียนเดินห่างจากจุดนัดพบออกไปไกล ยิ่งเดิน ยิ่งเหนื่อย หายใจเริ่มติดขัด ร่างกายอ่อนแรง ต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ แต่ใจที่แข็งกร้าวอยากเอาชนะไม่ยอมน้อมขอความช่วยเหลือใดๆ หรือลดทอนเป้าหมายของตัวเองลง ระหว่างที่แรงเฮือกสุดท้ายกำลังจะหมด ยังไม่วายที่ผู้เขียนยังมองหาจุดที่พักที่ไม่เบียดเบียนชีวิตเล็กๆ ของต้นไม้เล็กใหญ่หรือต้นหญ้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพื้นที่เช่นนั้นในป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่ความหลงยึดอยู่กับความคิดที่ต้องทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดโดยไม่คำนึงถึงบริบทความจริง ปล่อยให้ทิฐิมานะคาดคั้นสังขารตนเองให้ถูลากให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางความคิดให้ได้ แต่ในที่สุดเมื่อกายอ่อนล้าและหมดแรงไปต่อ ผู้เขียนจำนนใจอ้อนวอนจากธรรมชาติ จำนนต่อฐานะผู้พึ่งพิงของตนเอง ต่อต้นไม้ใบหญ้าน้อยใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมทาง และมดแมลงตัวน้อยที่เราไม่เคยมองเห็นค่าของเขาเมื่อตัวเราเป็นใหญ่ที่บ้านในเมืองหลวง แต่ ณ ที่แห่งนี้ ผืนป่ามอบความจริงอย่างที่สุดให้กับมนุษย์
หลังจากที่นั่งพักจิบน้ำ กางเต็นท์ที่พักเสร็จ ผู้เขียนนิ่งเงียบอยู่กับตนเอง นิ่งอยู่กับความเป็นจริงที่ธรรมชาติมอบให้ การเงียบเสียงจากภายนอก ทำให้เราได้ยินเสียงภายในของเราชัดเจนขึ้น เมื่อความคิด หรืออารมณ์ใดๆ ผุดบังเกิด เราจะได้ยินเสียงของมันเหมือนดังออกมาข้างนอก ผู้เขียนย้อนกลับไปใคร่ครวญถึงเสียงของตนเองในระหว่างที่เดินหาที่พัก และมองเห็นธรรมชาติของความอยากเอาชนะที่เกิดขึ้นของตนเอง แม้จะตกอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะพึ่งพาตนเองได้ แต่ก็ยังขัดขืนดื้อดึงไม่ยอมให้ตัวเองอยู่ในฐานะของผู้ร้องขอการพึ่งพิงจากธรรมชาติ มายาคติที่สร้างขึ้นว่ามนุษย์เป็นผู้สร้าง เป็นนายเหนือธรรมชาติ ทำให้ผู้เขียนมองไม่เห็นความจริงที่ว่า สรรพสิ่งที่ดำเนินไปนั้น สัตว์ก็ยังต้องพึ่งพาผืนป่า ป่าก็พึ่งพาไอแดด และปรายฝน คนก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติ และแม้แต่วินาทีแรกที่ลมหายใจของเราปรากฏเป็นชีวิตบนโลก เราก็อยู่ในฐานะผู้พึ่งพาธรรมชาติแล้ว หากแต่ใจของเราไม่ยอมศิโรราบ ตาของเราจึงมองไม่เห็นโยงใยที่ซ่อนเร้นอันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ความรู้และปัญญาที่เกิดโดยคำนึงถึงความจริงข้อนี้ จึงเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นพร้อมกับอัตตาตัวตนที่ใหญ่ขึ้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การตัดสินถูกผิดโดยมีตัวเราเป็นฐานจึงทำหน้าที่แทนปัญญาที่จะเข้าใจความเป็นไปของทุกสิ่งอย่าง
มนุษย์ผู้กล้าจะอยู่เพียงลำพังได้จริงหรือ? การทำงานที่ประสบกับความสำเร็จไม่ต้องพึ่งพาคนเล็กคนน้อยเช่นนั้นหรือ? เราไม่ต้องการความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่จะปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าของเราจริงหรือ? การดำรงอยู่ของเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งใดนอกเหนือจากตัวเองจริงหรือ?
ในคืนแรกๆ ผู้เขียนพักอยู่ในหมู่บ้านของ “ผู้ดูแลป่า” พลังของคนเล็กๆในสังคมอย่างชาวปกาเกอญอ ที่ทำหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองนักในการปกปักรักษาป่าต้นน้ำพื้นที่กว่า ๑๕,๐๐๐ ไร่ ด้วยจำนวนสมาชิกเพียง ๒๐ หลังคาเรือน “อ้ายชัยประเสริฐ” ชาวปกาเกอญอวัย ๔๐ ปี บอกว่า “ภารกิจของคนต้นน้ำคือการรักษาน้ำให้กับคนปลายน้ำ ชาวปกาเกอญอรักษาป่าเพราะป่าเป็นแหล่งกำเนิดน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตอีกหลายชีวิต”
พวกเราชาวเมืองทุกคนก็เป็นหนึ่งในผู้พึ่งพาภารกิจการปกปักรักษาของชาวปกาเกอญอ ทุกหยดน้ำที่เราดื่มกินในแต่ละวัน เกิดจากจิตใจดีงามที่ทำหน้าที่โอบอุ้มดูแลสรรพชีวิต เรามิอาจตัดสายใยแห่งการพึ่งพานี้ได้ มนุษย์มิได้ดำรงอยู่เป็นปัจเจกที่โดดเดี่ยว ในทางกลับกัน มนุษย์เป็นชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่งในสายสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
เมื่อผู้เขียนประจักษ์ถึงความจริงที่เรามิได้ยิ่งใหญ่มาจากไหนในทางกลับกันก็เป็นเพียงผู้ที่ยังต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ อยู่นั่นเอง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เขียนก็ลดลง ธรรมชาติได้สอนความจริงว่าเราเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของความหลากหลายของสรรพชีวิตที่เลื่อนไหลดำรงอยู่บนโลก และเป็นโลกใบเดียวกันนี้เอง